ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ ชุมชนแห่งความรู้ด้านจีนศึกษา


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ชุมชนวิชาการจีนศึกษา

ชุดโครงการวิจัยจีนศึกษานี้ นอกจากจะมุ่งสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อให้ทันกับความจำเป็น และความต้องการของประเทศ ทั้งในแวดวงวิชาการชั้นสูงแล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการบูรณาการความรู้ เพื่อวางแผนการพัฒนาประเทศ "ชุดโครงการวิจัยจีนศึกษา" จึงเป็นการมุ่งเปิดมุมมองการศึกษา เกี่ยวกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในชนบทจีน ความเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรม กระบวนการ นคราภิวัตร คู่ความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างเมืองและชนบทของจีน ปัญหาทางเศรษฐกิจ และ การปรับตัวของทั้งเมือง ต่อชนบท และทั้งของชนบทต่อเมือง อันเป็นผลพวงจาก นโยบายปฏิรูปเปิดกว้างของรัฐบาลจีนในช่วงเกือบ30ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบททางสังคมและการเมือง ซึ่งยังได้รับความสนใจศึกษาทางวิชาการไม่มากนัก ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากการดำเนินนโยบายต่อภาคการเกษตรและการพัฒนาชนบทของจีนที่เกิดขึ้น การลงทุนภาคเกษตรของจีนในประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะส่งผลต่อภาคการเกษตรและชนบทในภูมิภาคใกล้เคียง ในหลายกรณี การขยายตัวของสินค้าเกษตรส่งออกของจีน นโยบายแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำภาคเกษตร ในจีน ได้ส่งผลโดยตรงแล้วต่อเกษตรกรไทย ทั้งในเรื่องการตลาด ของสินค้าเกษตร ที่ทุ่มตลาดจากการเปิดเสรีทางการค้า ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการสร้างเขื่อน และสุขภาวะของชนบทไทยโดยรวม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งทำการศึกษาและทำความเข้าใจ

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

หนึ่งร้อยปีมหาวิทยาลัยชิงหัว

โดย รศ. พรชัย ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





วันที่ 22 เมษายน คศ.1911 เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยชิงหัว นับมาถึงปัจจุบันก็ครบร้อยปีไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการจัดงานฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีมหาวิทยาลัยไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ใช้ห้องประชุมในมหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่งเป็นที่จัดงาน มีประธานาธิบดีหูเป็นประธานในฐานะศิษย์เก่า ในแง่ของความเป็นข่าว ก็อาจไม่ถึงกับจะบอกว่าเป็นข่าวใหญ่ข่าวโตประจำสัปดาห์หรอกครับ แต่ที่ผมเห็นสมควรจะนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านในสัปดาห์นี้ ก็เพราะเห็นว่าตอนนี้กระแสเรื่องปฏิรูปมหาวิทยาลัยของจีนกำลังได้รับความสนใจแลพูดถึงกันเยอะ ในโอกาสนี้ก็เลยจะนำข่าวครบร้อยปีมหาวิทยาลัยชิงหัวมาเกริ่นนำสักหน่อย




นักวิชาการและผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาของไทยเรามักนิยมเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยปักกิ่ง(สถาปนาปีคศ.1898)และมหาวิทยาลัยชิงหัว ในแบบที่เราคุ้นเคยเทียบเคียงจุฬากับธรรมศาสตร์ ทั้งที่จริงแล้วไม่น่าจะเป็นคู่เปรียบเทียบที่เหมือนกันเสียทีเดียว แม้ว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยจะเป็นคู่แข่งกันในกลุ่มสันนิบาต 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน(คล้าย Ivy League ของอเมริกา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งเซี้ยงไฮ้ มหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งซีอาน มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง มหาวิทยาลัยฟูต้าน มหาวิทยาลัยนานจิง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งฮาร์บิน) เริ่มแรกนั้นมหาวิทยาลัยชิงหัวก่อตั้งขึ้นจากเงินส่วนเกินที่เหลือจากค่าชดใช้ต่างชาติหลังเหตุการณ์กบฎนักมวย (มิถุนายน คศ.1900) ในชื่อ “สำนักศึกษาชิงหัว” สำหรับฝึกหัดเตรียมนักเรียนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกา อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนการศึกษาจากเงินเหลือค่าชดใช้ต่างชาติจากเหตุการณ์กบฎนักมวย จากจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างจะคละคลุ้งไปด้วยบรรยากาศทางการเมืองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ทำให้ทั้งบุคลากรและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เข้าไปพัวพันกับพัฒนาการทางการเมืองของจีนอยู่เนืองๆ ไม่ด้อยหรือน้อยไปกว่าบุคลากรและศิษย์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง หลังสงครามปลดปล่อยยุติลงในปี คศ.1949 อธิการบดีและคณาจารย์กลุ่มหนึ่งในขณะนั้น ได้พากันอพยพข้ามไปไต้หวัน และต่อมาร่วมกันจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวขึ้นที่ไต้หวันอีกแห่งหนึ่ง




นับแต่เริ่มต้นศักราชจีนใหม่ 1949 มาถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยชิงหัวเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ในบรรดาศิษย์เก่า 170,000 กว่าคน ชิงหัวได้ผลิตนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นยอดของประเทศเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าในสภาวิศวกรรมแห่งชาติ 1 ใน 5 ของสมาชิกประจำเป็นศิษย์เก่าจากชิงหัว และในสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติมีกรรมการที่เป็นศิษย์เก่าชิงหัวไม่น้อยกว่า1ใน4 รวมทั้งยังมีคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงระดับรางวัลโนเบลอีกด้วย ในแวดวงการเมืองและสมาชิกระดับสูงของพรรคฯ ชิงหัวมีศิษย์เก่าสำคัญเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ประธานฯ หู จินเทา(วิศวะชลประทาน 1959) ประธานสภา อู๋ ปังกั๋ว รองประธานฯซี จินผิง ฯลฯ ในช่วงยุคสมัยใหม่นับแต่มีการติดต่อร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนานาชาติเพิ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยชิงหัวก็เป็นมหาวิทยาลัยลำดับแรกๆที่บรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งหลาย เช่น เยล ฮาร์วาร์ด โคลัมเบีย จากฝั่งอเมริกา หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำจากฝั่งยุโรปแห่กันเข้ามาเซ็นสัญญาร่วมมือด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ปัจจุบันของชิงหัว จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งและโดดเด่นทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นพิเศษ





มหาวิทยาลัยในประเทศจีน ก็คงคล้ายๆกับที่เป็นในบ้านเราขณะนี้ คืออยู่ในระหว่างการดิ้นรนถูกบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม จากกระแสเรียกร้องในสองด้าน ด้านหนึ่งคือการปรับตัวเพื่อให้เป็นมาตรฐานเท่าเทียมกับในยุโรปและอเมริกา หรือให้ดีกว่าเก่งกว่าฝรั่ง ต่างคนต่างเร่งผลิตงานวิจัยและผลงานการตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ หรือมีการอ้างอิงในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น หากดูในแง่ผลสัมฤทธิ์ด้านการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยชิงหัว อาจจัดได้ว่าอยู่ในอันดับหนึ่งของประเทศจีนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งโดยผลการประเมินภายในและการจัดอันดับจากหน่วยงานนานาชาติ แต่ดูเหมือนเป้าหมายใหม่ของมหาวิทยาลัยชิงหัวสำหรับการก้าวสู่ศตวรรษใหม่ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนชิ้นของงานวิจัยที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่มุ่งไปอีกระดับหนึ่งคือเน้นที่คุณภาพและจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงทางวิชาการในระดับนานาชาติ ด้านที่สองที่สังคมเรียกร้องจากมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นชั้นนำและไม่ชั้นนำของจีน ก็คือการทำตัวให้เป็นประโยชน์สอดคล้องกับโจทย์ของสังคมและประเทศชาติ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากในระยะหลังๆ มหาวิทยาลัยในประเทศจีนถูกกล่าวหาว่ารับใช้ตัวเองและมุ่งสู่การแข่งขันในธุรกิจการศึกษา มากกว่าการรับใช้สังคม ยิ่งระยะหลังมีโครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยดังๆของฝรั่งทั้งทางด้านการวิจัยและการเรียนการสอนในระดับปริญญาชั้นสูง มีนักวิชาการหรือนักศึกษาต่างชาติเดินไปเดินมาเต็มมหาวิทยาลัย ยิ่งทำให้สาธารณชนเข้าใจไปได้ว่าเป็นกิจกรรมทางวิชาการที่มุ่งแสวงหาเงินหาทอง มหาวิทยาลัยชิงหัวเลยประกาศจุดยืนว่าจะต้องผลิตบัณฑิตที่มีความคิดอ่าน รับผิดชอบต่อสังคมและอนาคตของประเทศชาติ พร้อมๆ กับเป็นผู้พิทักษ์คุณค่าทางสังคมและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ




ผมชวนท่านผู้อ่านมาพูดคุยเรื่องราวหนึ่งร้อยปีมหาวิทยาลัยชิงหัว ในวันที่บ้านเรามีข่าวมหาวิทยาลัยบางแห่งขายปริญญา ป.บัณฑิต ก็ไม่ได้มีเจตนาอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ อย่าเอาไปผูกโยงกันเชียว

ชนบทจีนกับแนวโน้มบริโภคนิยม

โดย รศ. พรชัย ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




ห่างหายเว้นวรรคไปหนึ่งสัปดาห์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ สัปดาห์นี้ขอรายงานตัวกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิมครับ หวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงได้พักผ่อนและร่วมฉลองเทศกาลตามประเพณีอันดีงามของไทยเรา ท่านที่เดินทางไกลไปต่างจังหวัดต่างเมือง ก็หวังว่าคงเดินทางกลับโดยสวัสดิ์ภาพเรียบร้อยครบถ้วน ผมเองก็ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ เป็นห่วงกรุงเทพฯ เลยวนเวียนพาครอบครัวเที่ยวอยู่แถวบ้านในกรุงเทพฯ ข้อดีประการหนึ่งของการได้หยุดยาวห้าวันติดต่อกัน ก็คือได้เคลียร์อะไรต่อมิอะไรที่อยากทำแต่ไม่มีเวลา ก็ได้ทำจนเสร็จเรียบร้อยในช่วงหยุดยาวนี่แหละ เวลาที่เหลือก็ตะลุยอ่านหนังสือที่ซื้อมากองไว้ซะนาน อีกทั้งยังได้โอกาสหาข้อมูลเพื่อเตรียมนำเสนอท่านผู้อ่านเพิ่มเติมเป็นพิเศษ
ช่วงที่บ้านเราหยุดยาว โลกก็ยังดำเนินไปอย่างคึกคักเหมือนเดิม ไม่ได้หยุดไปกับเราด้วย ข่าวคราวจากประเทศจีนก็ยังคงมีมากในทุกวัน ผมก็มีโอกาสตุนข้อมูลไว้มากเป็นพิเศษกว่าสัปดาห์อื่นๆ ทำให้พอจะต้องเขียนนำเสนอท่านผู้อ่านในสัปดาห์นี้ ก็เลยออกอาการเลือกไม่ถูก เพราะมีเรื่องราวเยอะเหลือเกิน ตัดสินใจขอนำข่าวเล็กๆ เชิงประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลจีนที่ปรากฏในสื่อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มาชวนท่านผู้อ่านคุยด้วยในสัปดาห์นี้ครับ




ตามข่าวที่นำเสนอ รายงานว่าผลการสำรวจค่าเฉลี่ยรายได้ของผู้คนในชนบทของจีนเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา ตัวเลขค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 5,919 หยวนต่อหัวต่อปี เทียบกับ 3,255 หยวน ในปี 2005 ในขณะที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจภาคชนบทของจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10.3 ในปีที่ผ่านมา เฉพาะในส่วนรายได้ที่มาจากกลุ่มแรงงานที่อพยพมาทำงานในเขตเมืองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,690 หยวนต่อเดือนในปีที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณเงินที่ส่งกลับบ้านในชนบทเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่เป็นตัวเงินในภาคชนบทของจีนนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ หลายต่อหลายมาตรการด้วยกันในรอบห้าหกปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นนโยบายยกเลิกการเก็บภาษีภาคเกษตรตั้งแต่ปี2006 นโยบายบริการจัดการศึกษาฟรีซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในชนบท มาตรการเงินอุดหนุนภาคเกษตรที่ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่ใช้สายพันธุ์ให้ผลผลิตสูง ตามแผนปรับรูปแบบการผลิตของรัฐบาลจีน(เห็นว่ารัฐบาลจีนเตรียมเงินอุดหนุนของปีนี้ไว้สูงถึง 140,000หยวน) ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจยุโรปและอเมริกาประสบปัญหาต่อเนื่องหลายปี ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูงของจีน รัฐบาลจีนได้อุดหนุนเพื่อให้ครัวเรือนในชนบทจีนสามารถซื้อหาเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกในครัวเรือน เพื่อดูดซับกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน ทำให้ไม่ต้องถูกผลกระทบจากการส่งออกไปยุโรปหรืออเมริกา จนต้องมีอันปิดโรงงานหรือเลิกจ้างคนงานให้เดือดร้อนเป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง



โดยภาพรวม จึงอาจกล่าวได้ว่าทั้งรายได้เฉลี่ยและกำลังซื้อของชนบทจีน ในช่วงระยะเวลาห้าหกปีมานี้ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และเป็นตลาดดูดซับผลผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของจีนอย่างสำคัญ ดูเหมือนรัฐบาลจีนเชื่อมั่นในแนวทางดังกล่าวว่ามาถูกทางแล้ว เพราะผู้คนในชนบทคือพลเมืองส่วนใหญ่กว่าร้อยละหกสิบของประเทศ การเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของประชากรในกลุ่มนี้ จึงเท่ากับเป็นการตอบสนองต่อประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ในข่าวดีก็มักจะมีข่าวร้ายหรือข้อห่วงใยน่ากังวลตามมาด้วยเสมอๆ จะเป็นด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือเป็นเพราะปัญหารูปแบบการผลิตสมัยใหม่ หรือจะด้วยปัจจัยสมทบอื่นๆ อีกมากก็ตาม ดูเหมือนปัจจุบันรูปแบบการบริโภคของภาคชนบทจีน เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่อาจเป็นปัญหา หรืออย่างน้อยกลายมาเป็นรูปแบบการผลิตและบริโภคที่ต้องพึ่งพาภายนอกมากขึ้นทุกที



จะมองว่าเป็นพัฒนาการหรือเป็นปัญหา ผมเองก็ไม่กล้าฟันธง แต่ก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรืออเมริกาในอดีต ชนบทจีนปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ว่าเฉพาะเรื่องแบบแผนพฤติกรรมการบริโภค จากที่เดิมประชากรจีนกว่าร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในชนบทและประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก มาปัจจุบันเหลือประชากรเพียงร้อยละ 60 ที่อยู่ในชนบท และแม้ในหมู่ประชากรชนบทกลุ่มนี้ ที่ทำอาชีพเกษตรจริงๆ เหลือไม่ถึงครึ่งที่ยังคงประกอบอาชีพทางเกษตร จากที่เดิมระบบเศรษฐกิจชนบทแยกขาดไม่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตในเมือง กลายมาเป็นผูกพันพึ่งพากับเมืองมากขึ้นทุกที ทั้งในเรื่องแรงงานที่อพยพเข้าไปในภาคอุตสาหกรรม ทั้งในเรื่องบทบาทของเงินที่ใช้หมุนเวียนภายในชุมชนที่เพิ่มมากขึ้น เดิมผู้คนในชนบทบริโภคเฉพาะผลผลิตที่ตัวเองผลิตได้เท่านั้น มาบัดนี้กว่าร้อยละ 65 ของการอุปโภคบริโภคเป็นผลผลิตอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมเกษตร ที่ต้องใช้เงินตราซื้อหามาจากภายนอกชุมชนของตน จะกินจะใช้อะไรก็ต้องซื้อดะลูกเดียว กลายเป็นสังคมบริโภคนิยมที่พึงพาตนเองได้น้อยลงไปเรื่อยๆ
การมีเงินมีทองไหลลงไปสู่ชนบท คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องดี ยังไงก็ดีกว่าไม่มีเงินแน่ๆ แต่ถ้าปริมาณของเงินที่ไหลไปสู่ชนบท ท้ายที่สุดแล้วต้องไหลย้อนกลับออกไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอุปโภคบริโภคภายนอก จนไม่เหลือให้ใช้พัฒนาชุมชนในภาคการผลิตที่แท้จริงของชนบท อันได้แก่การพัฒนาภาคเกษตร อย่างนี้คงต้องบอกว่ามีปัญหาแน่ ซ้ำร้ายกว่านั้น เพราะเหตุที่ต้องการเงินสดเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น แรงงานของครัวเรือนภาคเกษตรจำนวนมาก ตัดสินใจละทิ้งกิจกรรมเกษตรไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งหน้าไปแสวงโชคในโรงงานหรือตามไซต์งานก่อสร้าง ปล่อยให้กิจกรรมเกษตรเป็นภาระแก่ผู้สูงอายุในชนบท ทำให้การผลิตภาคเกษตรทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และในระยะยาวก็จะเป็นปัญหาให้รัฐบาลจีนต้องเข้ามาอุ้มลดภาษีลดค่าใช้จ่ายให้เงินอุดหนุนแก่ภาคเกษตร ไม่จบไม่สิ้น เล่าเรื่องเมืองจีนอยู่แท้ๆ ไหงลงท้ายฟังเหมือนเรื่องราวในบ้านเราก็ไม่ทราบได้

ไล่ที่คนจน

โดย รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



อย่างที่ได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับการพัฒนาทางสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศจีน ตลอดจนการก่อสร้างอาคารสูงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ประทับใจแก่ชาวต่างชาติที่ได้ไปพบเห็น อย่างทางด่วนระหว่างเมืองระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร จีนอาจใช้เวลาไม่ถึงสองปีก็สร้างเสร็จ ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างคนไทยเรารู้สึกเกิดอาการอิจฉาและอดไม่ได้ที่จะทำการเปรียบเทียบกับระดับการพัฒนาในประเทศเรา แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะได้มาแบบสวยหรูดูดีไปทั้งหมด ข้อเสียหรือต้นทุนที่สังคมจีนต้องแบกรับเพื่อแลกกับความรวดเร็วในการพัฒนาก็มีอยู่มาก หนึ่งในนั้นก็คือปัญหาการละเมิดสิทธิ์ปัจเจกบุคคลในนามของความเจริญและประโยชน์ส่วนรวม




ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านที่สนใจติดตามข่าวสารต่างประเทศเป็นประจำ คงได้ผ่านสายตารับทราบข่าวการไล่ที่คนจนหรือไล่ที่เกษตรกรรายเล็กรายน้อยอยู่เป็นระยะๆ จะว่ามีข่าวทำนองนี้หลุดออกมาเป็นประจำทุกปีก็คงไม่ผิด ปีละหลายข่าวหลายกรณีเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่ได้เป็นข่าวดังข่าวใหญ่ ถึงขั้นหลุดออกมานอกประเทศอีกไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกรณี อันนี้ว่ากันตามสายตาของชาวต่างชาติที่ติดตามเรื่องจีน แต่หากสอบถามชาวจีนเอง ก็จะพบว่าปัญหาการละเมิดสิทธิ์และการไล่ที่ จัดเป็นปัญหาใหญ่ลำดับต้นๆของสังคมจีนเลยก็ว่าได้ เพราะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจเกิดกับใครก็ได้หากพิจารณาถึงระดับความรวดเร็วของการพัฒนาและขยายตัวของเมืองในประเทศจีน และก็ไม่ใช่เพียงเกิดกับผู้คนในชนบทชานเมืองเท่านั้น แม้ในใจกลางเมืองใหญ่เมืองทันสมัยแบบนครปักกิ่ง เซี้ยงไฮ้ หรือกวางเจา ก็มีโอกาสโดนไล่ที่ได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุว่ามีตึกอาคารที่อยู่อาศัยในเขตเมืองที่ก่อสร้างเมื่อยุคทศวรรษที่1960-1970 เข้าคิวถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างอาคารระฟ้าทันสมัยอยู่ตลอดเวลา จะต่างกันก็ตรงที่ผู้อยู่อาศัยเดิมเมื่อถูกไล่ที่แล้วได้รับการชดเชยเพียงพอ หรือได้สิทธิ์เข้าอยู่ในอาคารใหม่เป็นที่พออกพอใจกันหรือไม่ หากไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม ความขัดแย้งและความรุนแรงก็จะตามมา ต้องไล่ตีไล่ทุบเอารถไถบ้านไล่กัน จนกลายเป็นภาพข่าวให้เห็นเป็นระยะๆ






ยิ่งในเขตชนบทที่ใกล้กับชานเมืองใหญ่ ภาพของปัญหาก็ยิ่งสร้างความรู้สึกสะท้อนสะเทือนอารมณ์ให้แก่ผู้พบเห็นจากภายนอกสังคมจีน ในขณะเดียวกันก็สร้างความกระอักกระอวนใจแก่รัฐบาลจีนเป็นอย่างยิ่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกฎหมายจีนกับการจัดการและการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคยกันอยู่ กล่าวคือปัจเจกบุคคลของจีนไม่ได้มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน เพียงแต่มีสิทธิ์ในการทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยเท่านั้น ที่ดินทั้งหมดยังเป็นของรัฐ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีโครงการพัฒนาที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลในระดับท้องถิ่น จึ่งเป็นเรื่องที่ผู้พัฒนาจะต้องไปดำเนินการทำแผนหรือไปเคลียร์กันเองระหว่างรายใหม่กับผู้อยู่อาศัยเดิม ก่อนหน้านี้ โครงการส่วนใหญ่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐที่มีความรับผิดชอบพอสมควร ประกอบกับระดับการพัฒนายังไม่เข้มข้นมาก ปัญหาก็ยังไม่ปรากฏชัดเจน มาในปัจจุบันโครงการสารพัดที่พัฒนากันอยู่ ดำเนินการโดยเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไร และก็แข่งขันกันทำเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเขตเมืองและความต้องการที่อยู่อาศัย ในเวลาเดียวกัน พื้นที่การเกษตรในชนบทจีนก็เป็นแปลงเล็กแปลงน้อยได้ผลผลิตไม่คุ้มค่า มีความจำเป็นต้องจัดรูปที่ดินใหม่เพื่อให้นักลงทุนในกิจการเกษตรสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงกว่าเข้ามาแทน ระดับของปัญหาก็เลยขยายบานปลาย จนกลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




เมื่อประมาณต้นปี 2009 หลังจากที่เกิดข่าวการใช้ความรุนแรงทุบตีไล่รื้อบ้านเรือนประชาชนในเขตเมืองเก่าแห่งหนึ่งในมณฑลเหอหนานโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก รัฐบาลกลางที่ปักกิ่งจึงตัดสินใจตั้งกรรมการยกเครื่องกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไล่รื้อและการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด ปัญหาใหญ่ที่คณะกรรมการต้องชั่งน้ำหนักประนีประนอมให้ได้ ก็คือจะทำการแก้ไขอย่างไรกับปัญหามากมายมหาศาลของปัจเจกชนรายเล็กรายน้อย ที่อาศัยกระจัดกระจายกันอยู่ในสิ่งปลูกสร้างที่เสื่อมโทรมไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดผังเมืองสมัยใหม่ หรือทำมาหากินทางการเกษตรในที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่ไม่มีผลิตภาพ ทั้งหมดนี้ต้องไม่เป็นอุปสรรคหน่วงรั้งการพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศและสังคมโดยส่วนรวม คณะกรรมการชุดนี้ก็ใช้เวลาขบคิดจนหัวโตอยู่เกือบสองปี เพิ่งจะได้ข้อสรุปเสนอรัฐบาลเมื่อต้นปีเดือนมรกาคมที่ผ่านมานี้เอง แยกเป็นยกร่างกฎหมายสองฉบับคือ กฎหมายการรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายการเวนคืนสิทธิ์ในที่ดินสิ่งปลูกสร้าง และกฎหมายกำหนดมาตรการชดเชยผู้ถูกเวนคืน แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่เป็นที่พออกพอใจของชาวบ้านชาวนารายเล็กรายน้อย และก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้ง แต่ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว สาระสำคัญที่อาจเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็คือ มอบอำนาจให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้เข้าไปจัดการเรื่องการรื้อถอนและการเจรจาค่าชดเชย โดยไม่ให้บริษัทผู้พัฒนาเข้าไปยุ่งเกี่ยว นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้มีการใช้วิชามารประเภทตัดน้ำตัดไฟตัดก๊าซเพื่อกดดันผู้อยู่อาศัย จนกว่าการเจรจาโยกย้ายชดเชยจะเป็นที่ตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย และที่ดูจะเป็นพัฒนาการสำคัญที่สุด คือหากไม่บรรลุผลสำเร็จในการต่อรองค่าชดเชย กฎหมายใหม่กำหนดให้นำเรื่องสู่ศาลยุติธรรมเพื่อขออำนาจในการขับไล่ ไม่เปิดโอกาสให้รัฐบาลท้องถิ่นไล่ที่ตามใจชอบแบบที่ผ่านมาในอดีต
กฎระเบียบใหม่จะเป็นผลอย่างไรต่อการพัฒนาของจีนโดยภาพรวม คงเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆดูเหมือนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ สถานการณ์ยังดำเนินไปแบบเดิมๆ ข่าวการใช้กำลังไล่ที่ก็ยังคงมีอยู่และดูเหมือนจะมีมากขึ้นด้วย อาจเป็นเพราะกลัวกันว่าหากกฎระเบียบใหม่บังคับใช่ การดำเนินการโครงการต่างๆจะมีปัญหาล้าช้า เลยต้องรีบเร่งลงไม้ลงมือกันในช่วงนี้ เดือดร้อนถึงขั้นที่คณะรัฐมนตรีจีนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ต้องออกคำสั่งห้ามไม่ให้รัฐบาลท้องถิ่นรื้อบ้านหรือไล่ที่ชาวบ้านโดยเด็ดขาด หากไม่ได้รับความยินยอม จะสำเร็จหรือไม่ ผมก็จะติดตามรอดูและนำมารายงานท่านผู้อ่านในโอกาสต่อไปครับ

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

การปฏิรูประบบการคลังท้องถิ่นจีน

โดย รศ. พรชัย ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




นักวิชาการทั้งชาวไทยและฝรั่งต่างชาติหลายท่านที่ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศจีน ไม่ว่าจะไปแค่ครั้งเดียว หรือไปมาแล้วหลายครั้ง มักตั้งข้อสังเกตและเกิดความประทับใจกับการพัฒนาบ้านเมืองของจีนว่าทำได้รวดเร็วก้าวกระโดดยิ่งนัก อดไม่ได้ก็มักจะนำมาเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาเช่นเมืองไทยเรา ผมเองเจอเข้ากับตัวเองก็หลายครั้ง จนบางทีก็เกิดอาการรักชาติอยากจะตอบเขากลับไปแรงๆ บ้างโดยเฉพาะพวกฝรั่ง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเราเองจะมีความรู้เกี่ยวกับประเทศจีนมากพอจะไปแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เขาได้มากน้อยแค่ไหน ในฐานะที่ได้เคยไปมาประเทศจีนอยู่บ่อยพอสมควร ทำให้ผมมีความรู้สึกเอาเองว่าระดับการพัฒนาที่ว่าของจีนนั้น แม้จะรวดเร็วอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ดูเหมือนอาจต้องแยกแยะอยู่พอสมควรว่าเป็นการพัฒนาแบบไหน กล่าวคือหากเป็นการพัฒนาที่ออกไปในแนวใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ดูเหมือนจะยังกระจุกตัวอยู่แต่ในบริเวณหัวเมืองใหญ่ของมณฑลฝั่งตะวันออกเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคถนนหนทางตึกรามบ้านช่อง อันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาที่กระจายไปทั่วในทุกๆ ภูมิภาคของจีนจริง ผมเองก็เก็บเป็นข้อสังเกตส่วนตัวอย่างนี้มานานหลายปี ไม่ได้ริอ่านไปวิเคราะห์เจาะลึกข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีก

มาเมื่อต้นสัปดาห์ ผมได้มีโอกาสอ่านเจองานประชุมสัมมนาใหญ่ที่จัดขึ้นในมหานครปักกิ่งประเทศจีน เป็นเวทีสัมนาว่าด้วยการพัฒนาประเทศของจีน จะว่าเป็นควันหลงหรือผลสืบเนื่องมาจากการประชุมประกาศใช้แผนพัฒนาฯ 5 ปีฉบับที่ 12 ของที่ประชุมพรรค ที่เพิ่งผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ ก็เป็นได้ งานนี้มีทั้งนักวิชาการฝ่ายจีนและนักวิชาการต่างชาติเข้าไปร่วมประชุมกันมาก จัดเป็นข่าวสำคัญข่าวหนึ่งของสัปดาห์ก็ว่าได้ ผมก็เลยถือโอกาสจะขอนำเอาเรื่องราวมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านให้ได้รับทราบความคิดเห็นและข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศของจีน และที่สำคัญ หลายเรื่องที่มีการวิจารณ์ในเวทีสัมนานี้เผอิญตรงกับที่ผมเองก็เคยแอบวิเคราะห์อยู่ในใจ ประเด็นสำคัญที่มีการพูดเสนอแนะไว้มากเป็นพิเศษ ประเด็นข้อถกเถียง(หรือจะว่าเห็นขัดแย้งกันก็ว่าได้)ดูเหมือนจะเป็นเรื่องการถ่ายโอนอำนาจทางการคลังให้แก่ท้องถิ่นกับการปฏิรูประบบการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นในจีน
เรื่องงบประมาณหรือการคลังท้องถิ่นจีน ว่าที่จริงก็อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือจะบอกว่าผู้บริหารของจีนมองข้ามประเด็นนี้ไป ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวนัก แต่สาเหตุใหญ่ที่ยังไม่ได้มีการจัดการรื้อระบบการคลังการงบประมาณในท้องถิ่นของจีน น่าจะเป็นเพราะความอ่อนไหวทางการเมืองในประเด็นนี้ ที่ทำให้รัฐบาลจีนเองยังไม่อยากลงไปแตะ แม้จะรู้อยู่ว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการพัฒนาประเทศ และเป็นช่องทางให้ผู้บริหารท้องถิ่นในอดีตอาศัยหาเศษหาเลยเอาไปซุกใช้ส่วนตัว ข้อวิจารณ์หรือความรู้สึกทางลบที่มีต่อรูปแบบงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ก็คือระบบงบประมาณทั้งหมดของจีนเป็นระบบรวมศูนย์ การจัดสรรงบประมาณโดยเฉพาะในส่วนงบลงทุนที่ไปถึงท้องถิ่นในแต่ละเขต ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บจากพื้นที่เหล่านั้น หรือพูดอีกแบบก็คือ มีคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะฝ่ายวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติเห็นไปในทางที่ว่ารัฐบาลกลางของจีนใช้จ่ายเงินไปเพื่อสนองต่อนโยบายส่วนกลาง มากกว่าสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่น หากเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขปรับเปลี่ยน การพัฒนาประเทศก็จะยังคงเป็นไปแบบรวมศูนย์ไม่เท่าเทียมและไม่กระจายตัวอย่างที่ควรจะเป็น และเท่ากับเป็นการซ้ำเติมให้พื้นที่ซึ่งมีปัญหาต้องต่อสู้ดิ้นรนเผชิญปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ ในด้านกลับกัน ผู้ที่สนับสนุนและเห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ( ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใครกันบ้าง) ให้เหตุผลว่าจีนยังอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องพัฒนาแบบมุ่งเป้า การลงทุนทางเศรษฐกิจหรือทางสังคมจะต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่หว่านเงินกระจายไปทั่ว แม้ในพื้นที่ที่เห็นอย่างชัดเจนว่าจะไม่เกิดผลได้ตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมที่คุ้มค่า ข้อถกเถียงแบบนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนมากคงรู้สึกคุ้นๆ เพราะไม่ได้มีแต่ประเทศจีนเท่านั้นที่มีข้อถกเถียงเชิงนโยบายการคลังและการพัฒนาแบบนี้ หลายประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันจำนวนมากก็ยังคงเผชิญกับทางแพร่งที่ตัดสินใจได้ลำบากว่าจะทุ่มเทเงินทองเพื่อการพัฒนาแบบไหน กระจุกแบบหวังผล หรือกระจายเพื่อความเท่าเทียม ผมเชื่อว่าแม้น้ำท่วมโลกก็ยังหาคำตอบได้ยาก





ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เรื่องการกระจายอำนาจทางการคลังลงไปสู่ท้องถิ่นกลายเป็นเรื่องล่อแหลมก็คือประเด็นอำนาจทางการเมืองและประเด็นสิทธิการมีส่วนร่วมทางนโยบายในท้องถิ่น หากดำเนินการปฏิรูปทางการคลังให้อำนาจการตัดสินใจไปอยู่ในท้องถิ่นหรือกระจายอำนาจการจัดเก็บรายได้ให้แก่ท้องถิ่นโดยอิสระ สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความคาดหวังในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของผู้คนในท้องถิ่น(นี่ขนาดยังไม่ได้มีการกระจายอำนาจลงไป ยังปรากฏว่ามีคนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยเริ่มแอบคุยกันเรื่องการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นแทนการแต่งตั้งจากส่วนกลางกันแล้ว) ครั้นรัฐบาลจะไม่คิดอ่านเตรียมการอะไรไว้ ภาระที่เพิ่มขึ้นของการทำแผนพัฒนา การจัดวางกำลังคน และการกำกับตรวจสอบที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ก็ทำให้แผนการพัฒนาหลายโครงการ นโยบายจำนวนมากไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลกลางตั้งเป้าไว้ ปัญหาเฉพาะหน้าที่ผู้บริหารจีนจะต้องตัดสินใจในระดับนโยบาย คือจะเลือกใช้หรือออกแบบระบบการคลังการงบประมาณแบบใหม่อย่างไรที่จะตอบโจทย์ได้ทุกโจทย์โดยไม่ก่อให้เกดผลข้างเคียงทางการเมืองในท้องถิ่น



ดูๆ โจทย์ที่ว่าข้างต้นแล้วก็น่าหนักใจไม่น้อย อีกทั้งทำให้เข้าใจปัญหาการพัฒนาที่รวดเร็วกระจุกตัวเกินไปในบางพื้นที่ของจีนว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ในเวลาเดียวกัน ก็อาจทำให้เราได้ข้อคิดและมองเห็นโจทย์ที่ประเทศไทยมีเกี่ยวกับการพัฒนาในท้องถิ่นเช่นกัน ทำมาก่อนหน้าจีนหลายปี แต่ก็ยังไม่ถึงฝั่งฝันซะที