ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ ชุมชนแห่งความรู้ด้านจีนศึกษา


ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ชุมชนวิชาการจีนศึกษา

ชุดโครงการวิจัยจีนศึกษานี้ นอกจากจะมุ่งสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อให้ทันกับความจำเป็น และความต้องการของประเทศ ทั้งในแวดวงวิชาการชั้นสูงแล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการบูรณาการความรู้ เพื่อวางแผนการพัฒนาประเทศ "ชุดโครงการวิจัยจีนศึกษา" จึงเป็นการมุ่งเปิดมุมมองการศึกษา เกี่ยวกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในชนบทจีน ความเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลจากการพัฒนาทางอุตสาหกรรม กระบวนการ นคราภิวัตร คู่ความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างเมืองและชนบทของจีน ปัญหาทางเศรษฐกิจ และ การปรับตัวของทั้งเมือง ต่อชนบท และทั้งของชนบทต่อเมือง อันเป็นผลพวงจาก นโยบายปฏิรูปเปิดกว้างของรัฐบาลจีนในช่วงเกือบ30ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบททางสังคมและการเมือง ซึ่งยังได้รับความสนใจศึกษาทางวิชาการไม่มากนัก ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากการดำเนินนโยบายต่อภาคการเกษตรและการพัฒนาชนบทของจีนที่เกิดขึ้น การลงทุนภาคเกษตรของจีนในประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะส่งผลต่อภาคการเกษตรและชนบทในภูมิภาคใกล้เคียง ในหลายกรณี การขยายตัวของสินค้าเกษตรส่งออกของจีน นโยบายแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำภาคเกษตร ในจีน ได้ส่งผลโดยตรงแล้วต่อเกษตรกรไทย ทั้งในเรื่องการตลาด ของสินค้าเกษตร ที่ทุ่มตลาดจากการเปิดเสรีทางการค้า ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการสร้างเขื่อน และสุขภาวะของชนบทไทยโดยรวม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งทำการศึกษาและทำความเข้าใจ

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทางด่วนสู่มหาสมุทรอินเดีย

             รองศาสตราจารย์ พรชัย  ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งของเมื่อปลายปีที่แล้ว เชื่อว่าท่านผู้อ่านที่รักคงยังพอจำกันได้ ข่าวเรื่องรัฐบาลพม่าจับตัวจ้าวหน่อคำ ซึ่งว่ากันว่าอยู่เบื้องหลังการสังหารลูกเรือชาวจีนในลำน้ำโขง13ศพ (ขัดแย้งเรื่องยาเสพติด?) มาในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ศาลพม่ามีคำสั่งตัดสินโทษประหารไปเรียบร้อย นับตั้งแต่นั้นมากองทัพพม่าก็ต่อยอดยุทธการรุกไล่กดดันกองกำลังเอกราชคะฉิ่น (KIA)ในรัฐฉาน ยืดเยื้อมาจนทุกวันนี้ หน่วยงานความมั่นคงของชาติตะวันตกส่วนใหญ่ วิเคราะห์กันว่าจีนน่าจะมีส่วนอยู่ในเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย เพราะหากจะว่ากันไปแล้ว ตลอดแนวพรมแดนป่าเขาต่อเนื่องระหว่างจีนกับพม่ากว่า2,400กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการออกสู่ทะเลของจีน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของมณฑลตะวันตกของจีน โดยเฉพาะยูนนานและเสฉวน ที่ผ่านมาจีนมีบทบาทอย่างมากในการผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างพม่าและชนกลุ่มน้อยต่างๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคแถบนี้ หรืออีกนัยหนึ่งเพื่อเปิดเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจีนนั้นเอง ทว่าดูเหมือนกองกำลัง KIA อาจเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังดื้อและมีเรี่ยวแรงพอจะต้านทานการกวาดล้างของทหารพม่า

มาเวลานี้ การต่อสู่บริเวณป่าเขาชายแดนระหว่างพม่า-ยูนนาน-ลาว ดูจะดุเดือดหนักยิ่งกว่าครั้งใดๆ การระดมอาวุธหนักของรัฐบาลพม่าเข้าสู่พื้นที่ ทำให้จุดปะทะของทั้งสองฝ่ายกระจายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่าทุกครั้ง เมื่อเดือนที่ผ่านมา ทางการพม่าได้ส่งปืนใหญ่และเครื่องบินติดอาวุธหนักเข้าโจมตีที่มั่นของฝ่ายคะฉินพร้อมๆกันถึง5จุด ส่งผลให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนของฝ่ายคะฉิ่นและชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงจากพื้นที่รอยต่อชายแดน เข้าไปในพื้นที่ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนานหลายพันคน กลายเป็นว่าตอนนี้รัฐบาลจีนเองเริ่มเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและภาระปัญหาผู้อพยพข้ามชายแดน จะต้องตามมาในเวลาไม่ช้านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักวิเคราะห์ฝ่ายจีนส่วนใหญ่มองว่าพัฒนาการกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลชายแดนเหล่านี้ อาจส่งผลดีในระยะยาว กล่าวคือสามารถสร้างเสถียรภาพให้กับชายแดนและส่งเสริมกิจกรรมการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างจีน-พม่า เชื่อมต่อยุทธศาสตร์ทางด่วนสู่มหาสมุทรอินเดียของจีน ทว่าในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยาไม่น้อย อาจไม่ได้มองโลกในแง่ดีอย่างกลุ่มแรกก็เป็นได้

ในปีค.ศ.2009 นักวิชาการ James C. Scott (ศาสตราจารย์ชื่อดังด้านรัฐศาสตร์และมานุษยวิทยาจาก Yale เจ้าของผลงานขั้นเทพเช่น The Moral Economy of the Peasant และ Weapons of the Weak)ได้นำเสนอในหนังสือชื่อ The Art of Not Being Governed (หรือศิลปะแห่งการไม่ถูกปกครอง) ว่าพื้นที่รอยต่อยาวเหยียดจากดินแดนธิเบต ต่อเนื่องข้าม6ประเทศ จนถึงดินแดนที่ราบสูงตอนเหนือของเวียตนาม(Scott เรียกชื่อสมมุติว่าดินแดน “Zomia”) เป็นพื้นที่พิเศษ เป็นดินแดนที่ผู้คนต่างชนเผ่ามากมาย เคลื่อนย้ายข้ามไปมาในท่ามกลางป่าเขาและที่ราบสลับซับซ้อน ใช้ชีวิตแบบอิสระรอดพ้นจากการยืดครองหรือถูกผนวกรวมกับมหาอำนาจในภูมิภาค ตลอดช่วงระยะเวลากว่าหนึ่งพันปี โดยเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ ไข้ป่าและโรคภัยเขตป่าชื้น และความหลากหลายของชนเผ่าที่ยากต่อการเข้ายึดครองครอบงำอย่างถาวร มหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีน พม่า และเวียตนาม หรือแม้มหาอำนาจโลกอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม ต่างได้เคยพยายามและล้มเหลวกันมาแล้ว(จีนในสมัยราชวงศ์หยวนของมองโกล และสมัยราชวงศ์ชิง ต่างก็เคยส่งกองทัพหลวงเข้าปราบปราม แต่แพ้กลับมาทั้งคู่) การยึดโยงและต่อรองเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ที่พิเศษกว่าชนกลุ่มน้อยในดินแดนอื่นๆ เป็นเสมือนเครื่องมือพิเศษที่ทำให้ผู้คนในแถบนี้ ยืนหยัดอยู่ได้ระหว่างตะเข็บรอยต่อของรัฐชาติและมหาอำนาจต่างๆ แม้ในบางห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่19-20 กลุ่มคนเหล่านี้อาจดูเหมือนถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของจีน พม่า หรือเวียตนาม แต่ในทางปฏิบัติ เอาเข้าจริงก็เป็นการผนวกรวมแต่เพียงในนาม อำนาจในการเข้าปกครองบังคับดูแลไม่ได้เกิดขึ้นจริงแม้แต่น้อย ยังคงเป็นการปกครองตนเองของแต่ละเผ่าชนอย่างอิสระ กิจกรรมทำเหมืองเถื่อน ลักลอบเลี่ยงภาษีจากรัฐบาลกลาง กองโจรปล้นขบวนสินค้า ยาเสพติด สงครามระหว่างชนเผาฯลฯ ยังคงดำเนินไปตามปรกติอย่างที่เป็นมานับพันปี

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงอาจเป็นบทพิสูจน์ ว่ากรอบความคิดและคำอธิบายแบบของ อาจารย์ Scott จะสามารถต้านกระแสการพัฒนาสมัยใหม่ที่ทุนและอำนาจจากจีน กระหน่ำเข้าใส่พื้นที่แถบนี้ได้นานเพียงใด ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีนักวิชาการมองว่า รัฐบาลจีนและพม่าคิดดีแล้วหรือที่จะมาทุมเททรัพยากรกับสงครามที่ไม่มีทางชนะ หนักกว่านั้น อาจเป็นการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในระดับที่สาหัสกว่าเดิม ทั้งในดินแดนพม่า และในดินแดนประเทศจีนเอง เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย

ความพยายามของรัฐบาลจีนและพม่า ในการสถาปนาอำนาจรัฐที่ชัดเจน และเปิดเส้นทางเศรษฐกิจสู่มหาสมุทรอินเดียเทียวนี้ จะลงเอยอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามให้ความสนใจเป็นพิเศษ ผมเองโดยส่วนตัว สังหรณ์ใจยังไงพิกลอยู่ ว่าจะเกิดความวุ่นวายเดือดร้อนตามมาอย่างแน่นอน ส่วนว่าใครบ้างที่ต้องเดือดร้อน ใช่รัฐบาลพม่า รัฐบาลจีน หรือประเทศเพื่อนบ้านแบบเราๆ อันนี้ยังไม่ทราบครับ เอาแค่ตัวอย่างเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงยา ที่ทะเลาะกันระหว่างพม่ากับบังคลาเทศ เพื่อนบ้านแถบนี้ก็อ่วมแล้ว รับเละโดยถ่วนหน้าไปกันหมด

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่น

             รองศาสตราจารย์ พรชัย  ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                เปิดรับคอลัมน์สัปดาห์นี้ ขออนุญาตกล่าวทักทายอวยพรท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านในแบบฉบับท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ “ซินเหนียนไคว่เล้อ” สวัสดีมีสุขวันปีใหม่จีนครับ อย่างที่เคยเกริ่นไว้แล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าคอลัมน์นี้เล่าเรื่องตรุษจีนและปรากฏการณ์เกี่ยวเนื่องกับเทศกาลตรุษจีนมาหลายรอบหลายปีแล้ว จะขอเว้นสักปีนะครับ ขอเล่าเรื่องราวที่ผมเห็นว่าน่าตื่นเต้นมากกว่าแทน เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องสำคัญในพัฒนาการความขัดแย้งทางทะเลระหว่างจีนและญี่ปุ่น ทว่าถูกกลบไปด้วยข่าวเทศกาลตรุษจีน จนแทบไม่มีใครสนใจติดตาม ข่าวที่ว่านี้คือเหตุการณ์เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิดของกองทัพเรือจีนและญี่ปุ่น นับเป็นเหตุการณ์น่าหวาดเสียวที่สุดตั้งแต่เริ่มกรณีพิพาททางทะเลรอบใหม่เกี่ยวกับหมู่เกาะ เตี่ยวหยู หรือเซ็นกากุ แล้วแต่ฝ่ายใดจะเรียก

                บ่ายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นได้แถลงว่า ช่วงปลายเดือนมกราคม ในขณะที่เรือพิฆาตของญี่ปุ่นลาดตระเวนอยู่ในน่านน้ำของญี่ปุ่น ประมาณ 100 กิโลเมตร จากหมู่เกาะเจ้าปัญหา ระบบป้องกันภัยของเรือได้ตรวจพบว่าเรือของตนได้ถูกเรือรบฝ่ายจีนที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ใช้เรดาห์กำหนดตำแหน่งและตั้งพิกัดการยิงด้วยขีปนาวุธ เรียกว่าเกือบจะเข้าสู่โหมดสงครามกลางทะเล ต่อมาในวันที่6กุมภาพันธ์ ท่านนายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ ก็แถลงยืนยันในรัฐสภาฯ ว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ข่าวดังกล่าวเป็นประเด็นใหญ่โตมากในแวดวงการทูตทั่วโลก ทางการญี่ปุ่นยังได้ให้ข้อมูลแก่นักการทูตตะวันตกในโตเกียว ว่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่19 มกราคม จีนก็เคยใช้เรดาห์จับพิกัดเตรียมยิงเฮลิคอปเตอร์ของญี่ปุ่นที่ลาดตะเวนทางทะเลมาแล้วครั้งหนึ่ง ดีที่ว่าเหตุการณ์ล่าสุดในคราวนี้ รัฐบาลทั้งจีนและญี่ปุ่น ไม่ได้ออกมาตอบโต้ทำสงครามน้ำลายกัน คงจะด้วยเหตุผลไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต หรืออาจเพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังอยู่ในระหว่างสืบสวนเรื่องราวสาเหตุความเป็นมาที่ยังไม่ชัดเจนนัก ว่าตกลงใครยั่วยุใครก่อน ถึงได้เกิดเรื่องเลยเถิดจนขั้นตั้งเป้าเตรียมยิงกันขึ้น (รัฐมนตรีและสส.ฝ่ายญี่ปุ่นหลายท่าน ให้ข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการตัดสินใจโดยพลการของผู้บังคับการเรือฝ่ายจีน มากกว่าที่จะเป็นคำสั่งตรงจากเบื้องบน)

                    อุบัติการณ์ดังกล่าว ทำให้วงการทูตทั่วโลกวิพากษ์วิจารณ์กันมาก และทำให้ตั้งข้อสังเกตต่อโยงไปถึงสัญญาณจากปักกิ่ง โดยเฉพาะบทบาทของบรรดาผู้นำจีนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งบริหารจริงในเวลาอีกไม่ถึงเดือนดี ท่าที่ของรัฐบาลใหม่ต่อประเด็นพิพาททางทะเลกับญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆในทะเลจีนใต้ จะพัฒนาไปในทิศทางใดในเมื่อรัฐบาลจีนเองได้โหมกระพือกระแสชาตินิยมไปก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว หน่วยงานศึกษาด้านความมั่นคงของออสเตรเลีย (Lowy Institute) เชื่อว่า ผู้นำใหม่ของจีน นาย สี จิ้นผิง รู้เรื่องและเกี่ยวของกับอุบัติการณ์ดังกล่าวไม่มากก็น้อย เพราะได้รับคำแนะนำจากฝ่ายความมั่นคงแห่งรัฐว่า จีนควรต้องแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวไว้ ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงของญี่ปุ่นก็มองไกลไปขนาดว่ารัฐบาลจีนอาจต้องการหยั่งท่าทีสหรัฐฯในฐานะพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่น ว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไร ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีหลายตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง ในรัฐบาลสมัยที่สองของประธานาธิบดีโอบามาแห่งสหรัฐอเมริกา ก็เป็นประเด็นที่ทั้งจีนและวงการทูตจับตามอง ว่าจะช่วยคลี่คลาย หรือซ้ำเติมให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

                     อย่างไรก็ดี ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง ก็มีนักวิชาการตะวันตกจำนวนมากเชื่อว่าสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งใหม่นี้ ยังไม่มีความรุนแรงพอที่จะทำให้จีนและญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะสงคราม ผมขอประมวลเอาเหตุผลหลักๆจากเว็บไซต์ของนิตยสาร The Diplomat(ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการระหว่างประเทศในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะ) มาเล่าต่ออีกทีดังนี้  ประการแรก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจีนพร้อมจะทำสงครามกับญี่ปุ่นด้วยปัจจัยชาตินิยมล้วนๆ เพราะโอกาสที่กระแสชาตินิยมจะย้อนกลับมาเป็นปัญหากับพรรคคอมมิวนีสต์เองดูจะมีมากกว่า เว้นแต่ว่าข้อพิพาทเรื่องเขตแดนนี้จะพัฒนาส่งผลกระทบบ่อนทำลายเศรษฐกิจจีนอย่างชัดเจน ประการที่สอง การพึ่งพาระหว่างกันทางเศรษฐกิจของจีน-ญี่ปุ่นในปัจจุบัน อยู่ในจุดสูงสุดตลอดช่วงประวัติศาสตร์ จนยากที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยอมปล่อยให้เกิดสงครามขึ้นได้ ประการที่สาม จีนเองยังไม่มีความมั่นใจในศักยภาพทางการทหารเพียงพอที่จะปฎิเสธความเป็นไปได้ของความพ่ายแพ้ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสนธิสัญญาร่วมปกป้องระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้อง ลำพังเพียงกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นอาจไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อคำนึงถึงแสนยานุภาพของกองกำลังทางทะเลที่สหรัฐฯมีอยู่ โอกาสที่จีนจะตัดสินใจเข้าสู่สงคราม จึงแทบเป็นไปไม่ได้ ประการที่สี่ จีนยังอยู่ในระหว่างปรับสมดุลขั้วอำนาจภายใน ภายหลังการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำรุ่นที่5 ใช่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ยังมีความจำเป็นในการต่อรองและปรับตัวครั้งใหญ่รออยู่ ประการที่ห้า ในทางยุทธศาสตร์ ผู้นำทางการทหารของจีนยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับระดับการแทรกแซงที่อาจจะเกิดขึ้นกับปัญหาความสงบภายในประเทศในยามที่เกิดสงครามกับเพื่อนบ้าน ปัญหาทางการเมืองภายในไม่ว่าจะเป็นธิเบตหรือซินเจียง ขอเพียงมีการสนับสนุนหรือแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกเพียงเล็กน้อย อาจกลายเป็นความวุ่นวายทางการเมืองขนานใหญ่ จนเข้าข่าย “ชนะสงครามภายนอก แต่ไม่อาจยุติสงครามภายใน” ประการที่หก เสียงประณามและพันธมิตรภายนอก ตลอดช่วงกว่า30ปีที่ผ่านมา จีนได้รับความนิยมและยอมรับจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เพราะอ้างนโยบายการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และยืนยันไม่ใช้กำลังทหารนอกดินแดนจีน การทำสงครามกับเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เท่ากับเป็นการสร้างความหวาดระแวงไปทั่ว และจะทำให้จีนสูญเสียพันธมิตรที่อุตสาห์สร้างสมมาไปเสียเกือบทั้งหมด

             เรื่องราวชวนคุยในสัปดาห์นี้ อาจดูหนัก และไม่เข้ากับเทศกาลตรุษจีนเท่าไรนัก ผมต้องขออภัยด้วย แต่ที่นำมาเล่านี้ก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเรื่องหนึ่ง เฉพาะอย่างยิ่งใครที่คิดว่าสนใจเรื่องจีน ไม่รู้ไม่ได้ครับ ส่วนว่าท้ายที่สุดเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ก็ต้องรอดูไป ห้ามฟันธงเด็ดขาด