โดย รศ. พรชัย ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คนไทยเราทั่วไป จะมีความรู้สึกอย่างไรกับประเทศสิงคโปร์ ดูเหมือนพูดสรุปได้ยากเต็มที บ้างก็ชื่นชมในความสำเร็จที่เกิดจากความอุตสาหะบากบั่นของชาติเล็กๆที่แทบไม่มีทรัพยากรอะไรเลย แต่สามารถพัฒนาจนเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าในระดับนานาชาติ น่ายกย่องเป็นแบบอย่าง แต่บางคนก็อาจมองสิงคโปร์ในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะชาติพ่อค้าที่ไม่ค่อยมีน้ำมิตรน้ำใจกะใครเขา อีกทั้งยังออกแนวเล่ห์เหลี่ยมการค้าที่แพรวพราว ทำมาหากินตัดหน้าเพื่อนบ้านในอาเซียนอยู่เสมอๆ อันนี้จะสรุปกันอย่างไรก็ยาก ใครจะชอบหรือไม่ชอบยังไงก็เชิญว่ากันไป แต่ที่ผมจะนำเสนอท่านผู้อ่านในวันนี้ เป็นเรื่องราวอีกหนึ่งความสำเร็จของสิงคโปร์ที่ไปทำธุรกิจลงทุนอยู่ในประเทศจีน สืบเนื่องมาจากข่าวที่ปรากฏอยู่ในวารสารทางการลงทุนของจีน และคำแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์นาย หลิม เฮิง เกียง ในงานเลี้ยงโอกาสฉลองเทศกาลตรุษจีนและชื่นชมความสำเร็จของนักลงทุนชาวสิงคโปร์ในประเทศจีน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เฉพาะตัวเลขของปี 2010 ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีหลิมให้ข้อมูลว่าการค้าระหว่างจีนและสิงคโปร์ขยับเพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 25 เป็น 74,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศจีนจัดเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่สามของสิงคโปร์ เป็นประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้าสิงคโปร์เป็นอันดับที่สอง และเป็นประเทศที่นักลงทุนชาวสิงคโปร์ไปลงทุนเป็นอันดับที่หนึ่ง
พัฒนาการและความสำเร็จของสิงคโปร์ในประเทศจีนตลอดจนตัวเลขมูลค่าการค้าขายที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างสองชาติ อาจกล่าวได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีน-สิงคโปร์ และข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน แต่ประการสำคัญที่สุดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ นโยบายและการวางแผนทางเศรษฐกิจที่มียุทธศาสตร์ชัดเจนและเป็นระบบของสิงคโปร์เอง ความรับรู้และการวิเคราะห์แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศจีนที่สิงคโปร์เฝ้าติดตามมาโดยตลอด ทำให้ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนสิงคโปร์เองแลเห็นว่าจีนจะกลายเป็นตลาดที่มีพลังการบริโภคสูงและเปิดช่องทางให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้เป็นอย่างดี การถ่ายเทน้ำหนักให้ความสำคัญกับการลงทุนและการค้าขายกับประเทศจีน โดยภาคเอกชนสิงคโปร์ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล จึงเกิดขึ้นเกือบจะในทันทีที่ประเทศจีนเปิดรับตั้งแต่ต้นยุคทศวรรษที่ 1980 แม้ในช่วงแรกๆ การลงทุนส่วนใหญ่ของสิงคโปร์จะกระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ชายฝั่งตะวันออกของจีน(มากสุดเรียงตามลำดับคือ เจียงซู ซานตง กวางตง) แต่ในนาทีนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า นักธุรกิจจากสิงคโปร์เป็นกลุ่มธุรกิจที่รุกเข้าไปในมณฑลชั้นในได้ลึกที่สุดในบรรดาผู้ลงทุนจากต่างชาติทั้งหมด นักลงทุนชาวสิงคโปร์ในจีน ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่เหล่านี้ ไม่ได้อยู่กันอย่างโดดเดี่ยว แต่ประสานรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนภายใต้องค์กรหอการค้าสิงคโปร์ และสภาการพานิชและอุตสาหกรรมแห่งชาติสิงคโปร์ ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลสิงคโปร์ กลุ่มธุรกิจและนักลงทุนเหล่านี้เชื่อมโยงกับการพัฒนาและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ ส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ปัญหา ช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ให้กับรัฐบาลสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนทำให้การลงทุนและการทำธุรกิจของชาวสิงคโปร์ในประเทศจีนกับการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสิงคโปร์เชื่อมโยงเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน
ตัวอย่างที่มีคนกล่าวถึงกันมากว่าเป็นนโยบายรัฐเพื่อการลงทุนทางเศรษฐกิจในจีนโดยแท้ ได้แก่การปรับเปลี่ยนระบบการสอนภาษาในโรงเรียนของประเทศสิงคโปร์ เดิมการเรียนการสอนภาษาจีนในสิงคโปร์มีมานานแล้ว แต่กระจายอยู่ตามโรงเรียนจีนที่สนับสนุนโดยมูลนิธิหรือสมาคม ในโรงเรียนของรัฐที่มีสอน ก็จัดเป็นวิชาเลือกเรียนเพิ่มเติม อีกทั้งยังเรียนกันทั้งแบบภาษาจีนกลุ่มย่อยเช่นจีนฮกเกี้ยนหรือจีนไต้หวัน แต่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 สิงคโปร์ตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบโดยกำหนดให้ภาษาจีนเป็นภาษาทางการ และส่งเสริมจัดการเรียนการสอนทั่วไปในทุกโรงเรียนของรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น จากที่เดิมสอนโดยใช้ตัวอักขระจีนแบบโบราณ สิงคโปร์ตัดสินใจปรับเปลี่ยนสนับสนุนให้ใช้อักขระจีนตัวย่อแบบเดียวกับที่ใช้กันอยู่ในประเทศจีน โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของกลุ่มอนุรักษ์ และพวกที่ยังสัมพันธ์เหนียวแน่นอยู่กับจีนไต้หวัน ทั้งนี้เพราะรู้อยู่ว่าภาษาจีนและอักขระแบบตัวย่อ จะเป็นแต้มต่อสำคัญให้กับนักธุรกิจสิงคโปร์รุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งว่าตามเงื่อนเวลา ตอนนี้น่าจะจบมหาวิทยาลัยออกไปทำงานกันในประเทศจีนบ้างแล้ว ในเรื่องการศึกษาอีกเช่นกัน รัฐบาลสิงคโปร์ได้เข้าไปช่วยจัดการดูแล การจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสำหรับลูกหลานนักธุรกิจสิงคโปร์ที่ไปประจำอยู่ในประเทศจีน ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะห่วงเรื่องภาษาจีน แต่ต้องการให้เด็กนักเรียนลูกหลานชาวสิงคโปร์ได้ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลของโลกธุรกิจ ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวที่แต่ละครอบครัวต้องไปปวดหัวหาที่เรียนให้ลูกๆ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สร้างข้อได้เปรียบและเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับอนาคตที่สำคัญทีเดียว
ในอีกด้านหนึ่ง ในมณฑลเจียงซูอันเป็นเขตที่กลุ่มนักธุรกิจสิงคโปร์ไปลงทุนเป็นจุดแรกๆ จนพัฒนากลายมาเป็นการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่ชานเมืองซูโจว เพื่อให้โรงงานและอุตสาหกรรมของชาวสิงคโปร์ ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องการจัดหาหรือฝึกอบรมแรงงานช่างฝีมือ รัฐบาลสิงคโปร์ ก็เลยส่งมหาวิทยาลัยในระดับโพลีเทคนิคของสิงคโปร์ไปทำความร่วมมือและให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยซูโจวซึ่งอยู่ใกล้ๆกับนิคมอุตสาหกรรม จัดหลักสูตรผลิตบัณฑิตและฝึกอบรมแรงงานช่างฝีมือเพื่อป้อนให้กับบริษัททั้งหลายในนิคมอุตสาหกรรม ตอนนี้ได้ทราบข่าวว่าพัฒนาแตกหลักสูตรออกมาอีกมากมาย รวมไปถึงหลักสูตรการขายปลีกและการจัดการร้านรวง สำหรับผลิตคนงาน ให้กับธุรกิจสิงคโปร์ที่ไปยึดตลาดค้าปลีกในหัวเมืองที่กำลังพัฒนาใหม่อีกจำนวนมาก
ผมเล่ามาเสียเยอะแยะไม่ได้ประสงค์จะชมเชยสิงคโปร์หรืออิจฉาตาร้อนใส่เขา เพียงแต่อยากจะบอกว่า หากจะคิดอ่านคบค้าหาประโยชน์จากเศรษฐกิจจีนที่กำลังขยายตัวเป็นหัวรถจักรชักลากเศรษฐกิจของโลกอยู่นี้ คงต้องลงทุนคิดอ่านร่วมมือเตรียมการอีกเยอะ ไม่ใช่ตัวใครตัวมันแยกย้ายกันเข้าไปเสี่ยงดวงตามยถากรรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น