โดย รศ.พรชัย ตระกูลวรานนท์
สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ตั้งแต่เริ่มต้นปีมา ผมคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่สังเกตเห็นว่า ดูเหมือนเราจะมีวันหยุดต่อเนื่องยาวอยู่หลายช่วงด้วยกัน ทำให้ช่วงหลังมานี้ ผมเกิดพัฒนานิสัยใหม่เพิ่มมาอีกอย่าง คือชอบใช้เวลาดูทีวีในวันหยุดมากขึ้น และก็มักจะมีข้ออ้างเข้าข้างตัวเองว่าติดตามข่าวสารเพื่อมาเขียนบทความ มองในแง่หนึ่งก็เป็นการเสียเวลามาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อแก้ตัวก็พอฟังขึ้นอยู่ เช่นเรื่องราวที่จะนำมาเสนอท่านผู้อ่านที่รักในวันนี้ ก็เป็นผลพวงจากการดูทีวีจีนนั่นเอง ช่วงวันหยุดชดเชยที่ผ่านมา ผมก็ติดตามดูข่าวสารจากทีวีจีนผ่านดาวเทียมเหมือนเช่นเคย ขณะที่กำลังงงอยู่ว่าข่าวมีเยอะแยะจะเขียนเรื่องอะไรดี ก็เกิดมีข้อสังเกตว่าทำไมเดี๋ยวนี้โรงพยาบาลของจีนโฆษณากันถี่เหลือเกิน เดิมเป็นที่เข้าใจกันว่าสื่อจีนโดยเฉพาะทีวี มีรายได้หลักจากโฆษณาเหล้า(ซึ่งไม่น่าจะเป็นของดี)และยาบำรุงที่ทำจากสมุนไพรจีน(ซึ่งอ้างกันว่าใช้บำรุงร่างกายได้ดีโดยเฉพาะคนที่ทำงานหนักหรือดื่มจัดเพราะหน้าที่การงาน?) แต่มาระยะหลังนี้ ผมชักจะไม่แน่ใจว่ายังเป็นเช่นนั้นอยู่อีกหรือไม่ พอเกิดปัญหาก็เลยต้องค้นคว้าข้อมูลเพื่อมาสนองความอยากรู้ส่วนตัว พร้อมๆกับเกิดเป็นผลพลอยได้ คือบทความที่จะนำเสนอในสัปดาห์นี้แหละครับ

จากการสำรวจดูงานวิจัยศึกษา โดยเฉพาะที่เป็นงานวิจัยทางการตลาด ทำให้ทราบว่าตอนนี้การสาธารณสุขของจีนเปลี่ยนแปลงไปมาก สำหรับบรรดานักลงทุน ไม่ว่าต่างชาติหรือชาวจีนเอง ตอนนี้ธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนในบริษัทยาและลงทุนในโรงพยาบาลเอกชนกำลังมาแรงเป็นที่จับตาให้ความสนใจกันมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญรักษาเฉพาะทาง จากข้อมูลที่มีการโฆษณานำเสนอกันในเวทีสัมมนา “การเงินและการลงทุนในอุตสาหกรรมยาและการสาธารณสุขจีน2012” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าตอนนี้มีอุตสาหกรรมดาวเด่นของจีนกลุ่มนี้กระจายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆกว่าหนึ่งร้อยกลุ่มธุรกิจ สร้างกำไรตอบแทนนักลงทุนสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆของจีน เฉพาะในปี2011ที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มนี้ดึงดูดเงินลงทุนทั้งจากภายในประเทศและจากนักลงทุนต่างชาติ มูลค่ารวมกว่า 25,000ล้านหยวน ทำให้ในปีที่แล้วอุตสาหกรรมยาและการรักษาพยาบาลในตลาดหลักทรัพย์จีน กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินลงทุนสะสมสูงเป็นอันดับที่4ของทั้งตลาด ทั้งๆที่ส่วนใหญ่เพิ่งเข้ามาในตลาดได้ไม่นาน แต่กลับมีอัตราการเติบโตสูงเกินร้อยละ20แม้ว่าในปี2012นี้ เศรษฐกิจทั่วไปอาจดูชะลอตัวลง แต่ในอุตสาหกรรมนี้ ประเมินโดยที่ปรึกษาการลงทุนหลายสำนัก ต่างฟันธงเหมือนกันว่า น่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ17โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจดูแลผู้สูงอายุและโรงพยาบาลเด็ก อัตราการขยายตัวน่าจะสูงกว่าร้อยละ23 แนวโน้มการขยายตัวที่ว่านี้ เชื่อกันว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปอีก อย่างน้อยก็จนถึงปี2025 ถึงตอนนั้นประมาณกันว่าจะมีประชากรสูงวัยกว่า 300ล้านคนทั่วประเทศ ฉนั้นใครที่ลงทุนด้านนี้ ก็เท่ากับหมดห่วงว่าจะมีลูกค้าหรือไม่

มาถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านที่รักส่วนหนึ่ง อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะจีนมีประชากรเยอะ โรงพยาบาลก็ต้องเยอะตามเป็นธรรมดา ผมขออนุญาตเรียนว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ เป็นผลโดยตรงจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการสาธารณสุขของจีน ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติล้วนๆ ในเดือนเมษายนปี2009รัฐบาลจีนได้ประกาศปฏิรูประบบสาธารณสุขของชาติ โดยการเพิ่มงบประมาณมหาศาลในการยกระดับการให้บริการสาธารณสุขในเขตชนบท พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ “ทุนทางสังคม” (ก็คือนักลงทุนนั่นเอง) และภาคส่วนต่างๆสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาสร้างระบบสาธารณสุขของชาติในระดับที่มีความเชี่ยวชาญสูงยิ่งขึ้นกว่ามาตรฐานทั่วไปของรัฐ จุดนี้เองคือการเริ่มต้นอุตสาหกรรมสาธารณสุขยุคใหม่ที่ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาพยาบาลของจีน เริ่มต้นด้วยการลงทุนในอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ได้มาตรฐานด้วยเงินทุนกว่า 850,000ล้านหยวนในช่วงปี2009-2010 ตามมาด้วยการสร้างโรงพยาบาลสมัยใหม่โดยนักลงทุนต่างประเทศ ในเมืองใหญ่แถบชายฝั่งตะวันออกเช่น เซี้ยงไฮ้ เจียงซู เจ้อเจียง กวางตง ตามมาด้วยการลงทุนของผู้ประกอบการชาวจีนเองในเวลาต่อมา เพียง3ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงอุตสาหกรรมยาและการรักษาพยาบาลของจีนจะเติบโตขึ้น อุตสาหกรรมการประกันสุขภาพและอุบัติเหตุของจีนก็ขยายตัวควบคู่มาด้วย แม้ว่าในด้านนโยบาย รัฐบาลจีนจะได้เพิ่มงบประมาณในส่วนของการสร้างสถานพยาบาลและบุคลากรเพิ่มเติมอีกมาก แต่ดูเหมือนกลับส่งผลดีให้กับภาคเอกชน ทั้งนี้อาจด้วยความจริงที่ว่า การขยายตัวของชนชั้นกลางในเขตเมืองเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่การลงทุนของภาครัฐมุ่งกระจายออกไปในเขตชนบท ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดให้โรงพยาบาลเอกชนเข้ามาทำหน้าที่บริการลูกค้าคนไข้ชั้นกลางในเขตเมือง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่ต้องการบริการทางสาธารณสุขที่มีคุณภาพสูงกว่ามาตรฐานที่โรงพยาบาลของรัฐจะสามารถให้บริการได้

ผมไม่ค่อยจะแน่ใจ ว่าสรุปแล้วสถานการณ์สาธารณสุขของจีนในภาพรวมตกลงดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ในด้านหนึ่งดูเหมือนมีการแบ่งงานกันทำระหว่างรัฐและเอกชน ฝ่ายหนึ่งดูแลพัฒนาการสาธารณสุขพื้นฐานในเขตชนบทห่างไกล อีกฝ่ายค้าขายสุขภาพหากินกับคนชั้นกลางและผู้มีฐานะในเขตเมือง ทำให้รัฐมีงบประมาณและเวลาไปทุ่มเทให้กับประชาชนกลุ่มที่ขาดแคลนด้อยโอกาสในเขตห่างไกล บริษัทยาและเครื่องมือทางการแพทย์ก็ดูดีเพราะได้ประโยชน์จากทั้งโรงพยาบาลในเมืองและในชนบท บริษัทประกันสุขภาพและอุบัติเหตุก็รวยตามไปด้วย ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ดูมีความสุขจากเงินปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ฟังดูดีเกินจริง ผมคงไม่กล้าสรุปอะไร ท่านผู้อ่านค่อยๆคิดค่อยๆถอดและประเมินดูเอาเองเถอะครับ เผื่อว่าถ้าชอบถ้าใช่ ก็เสนอให้เอามาลองในบ้านเราดูที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น